ทานอย่างไรไม่ให้ อ้วน

จริงอยู่ว่าคนเราเกิดมาก็ต้องรับประทาน เหมือนเราเติมน้ำมันเพิ่มพลังให้รถ แต่ทานอย่างไรล่ะคะถึงจะไม่อ้วน อันนี้สิเป็นเรื่องสำคัญ!!
“ให้คิดตามหลักง่าย ๆ เลยค่ะว่า เราทานเข้าไปเท่าไหร่ ก็ควรจะนำพลังงานออกมาใช้ให้ได้ เท่านั้น ด้วยการออกกำลังกาย ดูอย่างรถยนต์ ถ้าเติมน้ำมันมาก แล้วใช้มาก น้ำมันก็จะหมดเร็ว แต่ถ้าเติมเข้าไปมาก แล้วใช้น้อย น้ำมันจะสะสมอยู่ในถัง”
และถึงแม้การลดน้ำหนัก ด้วยการลดปริมาณอาหาร อาจเป็นเรื่องยากถึงยากที่สุดสำหรับคนเจ้า เนื้อทั้งหลาย แต่นักโภชนาการคนเก่ง ยืนยันว่า หากรู้จักควบคุมตัวเองตั้งแต่เริ่มต้น ก็จะสามารถควบคุมรูปร่างให้สเลนเดอร์ได้ เช่นกัน โดยเริ่มต้นจากการเรียนรู้ว่า ทานอย่างไรให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย หรือถ้าเป็นคนทานเก่งมาก แต่ตัดใจไม่เก่ง ก็ต้องศึกษาว่า ควรเลือกบริโภคอย่างไรไม่ให้ สารอาหารที่ได้รับเกินความต้องการของร่างกาย ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ให้พลังงานมาก เช่น แป้งและไขมัน แล้วหันมาบริโภคอาหารที่ให้พลังงานน้อย แต่ประโยชน์สูง และมีกากใยมาก เช่น ผักกับผลไม้ ส่วนโปรตีนควรเน้นปลาเป็นหลัก
สำหรับหนุ่มสาวคนทำงาน ที่วัน ๆ ต้องอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แทบไม่มีเวลาออกกำลังกายเป็นเรื่องเป็นราว “อาจารย์ รุจิรา” แอบกระซิบว่า วิธีง่าย ๆ ในการออกกำลังกายระหว่างทำงานคือ เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์, ขณะทำงานให้ทำท่าบริหารร่างกายแบบง่าย ๆ เช่น การยืดขาเข้าออก และบิดลำตัวไปมา แม้แต่การเดินไปทานอาหารกลางวันนอกออฟฟิศ ก็ถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี ทำให้ได้ยืดเส้นยืดสาย ส่วนประเภทที่มีเวลาหลังเลิกงาน ขอแนะนำให้เต้นแอโรบิก เพราะเป็นการออกกำลังกายที่สามารถเผาผลาญพลังงานได้มากที่สุด ใช้เวลาแค่ครั้งละ 40 นาที แต่ได้เอกเซอไซส์ครบทุกส่วน
อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านคงชักสงสัยสิคะว่า แล้วตัวเองจัดอยู่ ในกลุ่มคนอ้วนหรือยัง สามารถคำนวณได้ด้วยการวัดดัชนีมวลกาย ตามสูตรนี้เลยค่ะ!! ดัชนีมวลกาย = น้ำหนักเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตร (ยกกำลังสอง) ถ้าผลการคำนวณได้ค่าระหว่าง 18.5-22.9 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ถ้าน้อยกว่า 18.5 แสดงว่าผอมเกินไป เข้าขั้นขาดสารอาหาร ส่วนพวกที่ตัวเลขสูงกว่า 23.0-29.9 เป็นสัญญาณเตือนว่าน้ำหนักมากเกินไป และถ้าเกิน 30.0 ละก็ คุณกำลังเข้าสู่ภาวะโรคอ้วน ต้องรีบลุกขึ้นออกกำลังกายด่วนจี๋ ควบคู่กับการคุมอาหาร อย่าห่วงแต่รับประทานเลยค่ะ ถ้าสุขภาพดีซะอย่าง ยังมีเวลาทานของอร่อยอีกนาน!!
ไฟเบอร์กับการลดความอ้วน

ทราบหรือไม่ว่าทานอาหารจำพวกไฟเบอร์แล้วสามารถลดความอ้วนได้ วันนี้เรามีเรื่องนี้มาบอกกัน…
ไฟเบอร์ หรือ เส้นใยอาหาร คือ ส่วนของโครงสร้างของพืช เช่น กิ่ง ก้าน เมล็ด เป็นส่วนที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้มีอีกชื่อหนึ่งว่าเซลลูโลส ซึ่งมี 2 ชนิดคือ ไฟเบอร์ ชนิดที่ละลายน้ำได้ และ ไฟเบอร์ ชนิดที่ไม่ละลายน้ำ
เมื่อรับประทาน ไฟเบอร์ ซึ่งเป็นสารที่ไม่ให้พลังงานเข้าไปในร่างกาย มันจะเข้าไปแย่งพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้เรารู้สึกอิ่มได้เร็วและอิ่มได้นาน ช่วยลดความอยากอาหารลงไป และสามารถลดพลังงานที่จะได้รับจากอาหารได้จึงส่งผลให้ลดน้ำหนักได้
ไฟเบอร์กับการลดความอ้วน
1. ไฟเบอร์ ช่วยให้อาหารเดินทางเร็วขึ้นและมีเวลาอยู่ในระบบทางเดินอาหารสั้นลง จึงช่วยลดการดูดซึม
2. ไฟเบอร์ ไปแย่งพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร ทำให้ลดความอยากอาหารและรับประทานอาหารได้น้อยลง หากใช้ร่วมกับการควบคุมชนิดและปริมาณอาหาร และออกกำลังกายร่วมด้วยจะยิ่งให้ผลดีในการ ลดน้ำหนัก
3. จากหลาย ๆ การทดลองพบว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มี ไฟเบอร์ อย่างน้อย 2 กรัมขึ้นไปช่วยให้น้ำหนักลดลงได้
ใครที่รู้ตัวว่าอ้วน และอยากลดความอ้วน ลองหันมาทานอาหารจำพวกไฟเบอร์ดูกันดีกว่า
ป้องกัน…ก่อนกระดูกป่วย

รู้หรือไม่ว่า อวัยวะที่แข็งที่สุดในร่างกายคืออะไร คำตอบ คือ กระดูก
กระดูกในร่างกายของคนเรามีมากถึง 206 ชิ้น และแต่ละชิ้นก็มีหน้าที่แตกต่างกันออกไป มีหน้าที่ตั้งแต่เป็นโครงสร้างให้กับร่างกายแล้ว เป็นตัวป้องกันอวัยวะภายใน และยังเป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือดอีกด้วย
เนื้อกระดูกของคนเรามีการสร้างและเสื่อมสลายอยู่ตลอดเวลา ยิ่งอายุมากขึ้นการเสื่อมสลายของกระดูกก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น เนื้อกระดูกของเราค่อย ๆ บางลง ๆ จนถึงภาวะที่เรียกกันว่า กระดูกพรุน
ภาวะกระดูกพรุน นี้ส่วนใหญ่จะปรากฏออกมาให้เห็น ในภาพที่ผู้สูงอายุมักจะข้อสะโพกหัก หลังงอโค้งเกิดจากกระดูกหลังยุบ หรืออาจจะมีอาการปวดหลังมาก
มีการพบว่าผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ ต้องเผชิญกับภาวะนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ผู้ชายที่อายุเกิน 60 ปี ผู้ที่เป็นเบาหวาน ไทรอยด์ หรือได้รับยาบางชนิด ผู้ที่ใช้ยาสมุนไพร ยาจีนที่มีส่วนผสมของสเตอรอยด์ รวมไปถึงผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มสุรา กาแฟ และน้ำอัดลมประจำก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะนี้เช่นกัน
เมื่อทราบปัจจัยเสี่ยงแล้ว ก็ควรจะหลีกเลี่ยงวิธีที่จะเป็นการเร่งทำให้กระดูกสลาย ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบหมู่ โดยเน้นผักสดให้มาก ส่วนคอกาแฟก็ควรดื่มได้ ไม่เกินวันละ 2 แก้ว ควรงดดื่มสุรา งดสูบบุหรี่ และพักผ่อนให้พอเหมาะ ออกกำลังกายตามความเหมาะสมครั้งละ 15 – 30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์
สำหรับผู้ที่อยากรู้ว่า เนื้อกระดูกของเรายังจะคงความแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน ก็สามารถไปตรวจสอบได้ ปัจจุบัน มีหลายวิธีในการตรวจสอบ
อาจเลือกตรวจด้วยการ “วัดมวลกระดูก” วิธีดั้งเดิม ยอดฮิต ที่วัดมวลกระดูกจากกระดูกสะโพก กระดูกหลัง ส่วนเอว และกระดูกข้อมือ แล้วนำค่ามาเปรียบเทียบกับ ค่ามาตรฐานก็จะสามารถบอกมวลกระดูกได้ว่าปกติหรือไม่ วิธีนี้ต้องใช้เวลาวัดหาค่าการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อย 1 ปี
ตรวจได้ โดยการใช้เลือดไปเป็นตัววัดหาค่าที่เรียกว่า “โบนมาร์กเกอร์” วิธีนี้จะเป็นการหาเศษองค์ประกอบ เนื้อกระดูกที่ละลายเข้าไปในเลือดขณะที่มีการสลาย หรือสร้างกระดูก โดยจะหาดูว่า เศษกระดูกนั้นมีค่าเกินค่าปกติหรือไม่ ซึ่งแต่ละค่าจะแสดงถึงสถานภาพของกระดูก ในขณะที่ตรวจได้ว่าอยู่สภาพใด
นอกจากจะเป็นการตรวจสอบกระดูกแล้วยังสามารถ นำมาใช้ติดตามผลสำหรับผู้ที่รับยาบำรุงกระดูก ว่าได้ผล หรือไม่เพียงใด หากยาที่ได้รับไม่เหมาะสมก็จะสามารถเปลี่ยนยาได้ทันท่วงที วิธีนี้รวดเร็วได้ผลดี สามารถตรวจสอบได้วันต่อวัน แต่ราคายังสูงอยู่มาก
หากใครเคยได้รับการตรวจมาแล้ว หรือเคยมีประวัติกระดูกหักไม่ทราบสาเหตุ หรืออยู่ในกลุ่มสุ่มเสี่ยงจาก พันธุกรรมเคยเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรไปพบแพทย์ครวจเช็กกระดูกเสียแต่เนิ่น ๆ ไม่ต้องรอจนถึงเวลาที่กระดูกพรุนหรือเสื่อมไปแล้ว
แม้การเสื่อมสลาย จะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ แต่ก็สามารถที่จะชะลอหรือยืดเวลาการเสื่อมสลายได้ เพียงแค่ใส่ใจ ป้องกัน ดูแลกันไว้ เสียก่อนจะสาย ดีกว่ามารอแก้ มาตามรักษาเอาตอนปลายเหตุ
สมุนไพรช่วยย่อยอาหาร

อาหารไทยได้ชื่อว่าอุดมด้วยสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ แถมบ่อยครั้งที่ช่วยเยียวยาอาการต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งพายา วันนี้มีสมุนไพรที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี มาฝากคนที่มักจะมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นเป็นประจำ
กระเทียม
กระเทียมเป็นสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพหลายด้าน เมื่อรับประทานเข้าไป สารในกระเทียมจะช่วยเพิ่มน้ำย่อยและน้ำดี ช่วยในการย่อยอาหาร และยังแก้อาการปวดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อย มีของฝากพิเศษสำหรับคนที่มีอาการจุกเสียดแน่น เนื่องจากอาหารไม่ย่อยอยู่บ่อย ๆ ให้นำกระเทียมปอกเปลือก นำเฉพาะเนื้อใน 5 กลีบ ซอยให้ละเอียด รับประทานกับน้ำหลังมื้ออาหาร อาการจะค่อยๆ หายไป
หอมเล็ก
มีฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ไกลโคไซด์ (Glycosides) เพคติน (Pectin) และกลูโคคินิน (Glucokinin) ช่วยย่อยอาหารและทำให้เจริญอาหาร หอมเล็กสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด โดยเฉพาะยำต่าง ๆ
พริกสด
พริกทุกชนิดไม่ว่าจะเผ็ดมากเผ็ดน้อย ก็ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำลายให้ออกมามาก ซึ่งเอนไซม์ในน้ำลายนี้จะช่วยย่อยสลายแป้งในปาก นอกจากนี้ยังพบว่าพริกขี้หนูรสเผ็ดร้อน ช่วยย่อย ช่วยเจริญอาหาร และขับลมได้ดี พริกอยู่ในสำรับไทยหลากหลายเมนู แต่อย่าเผลอกินเผ็ดจนท้องไส้ปั่นป่วนนะคะ
ข่า
ข่ามีฤทธิ์ขับน้ำดี จึงช่วยย่อยอาหารเช่นกัน วิธีที่ดีที่ทำให้เรากินข่าได้อร่อยเหมือนผักอื่น ๆ ก็คือ เวลานำข่ามาใส่อาหารให้หั่นข่าเป็นชิ้นเล็ก ๆ
ตะไคร้
ตะไคร้มีสารช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยย่อย ถ้าจะให้กินตะไคร้สด ๆ ก็คงไม่น่าอร่อยเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นน้ำพริกตะไคร้หรือชาตะไคร้ ก็อร่อยไม่เบา
ใบแมงลัก
ใบแมงลักมีกลิ่นหอมเป็นลักษณะเฉพาะ หอมโล่งจมูก และน้ำมันหอมระเหยหอม ๆ นี้เองที่มีฤทธิ์ในการช่วยย่อยอาหาร คุยเรื่องใบแมงลักก็คิดถึงแกงเลียงทุกที
ใบกะเพรา
มีฤทธิ์ขับน้ำดีออกมาช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป
สมุนไพรทั้ง 7 ชนิด นี้ หากเลือกกินอย่างเหมาะสม ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการย่อยมากวนใจ ทางที่ดี ปลูกไว้ในบ้านก็ได้ เพราะปลูกง่ายทุกชนิด
เคล็ดลับ : กลิ่นกระเทียมติดปาก ทำไงดี?

กลิ่นกระเทียมติดปากทำไงดี อาหารจานโปรดของเรามักจะมีกระเทียมเป็นส่วนประกอบด้วยเสมอ แต่ว่าวันนี้ต้องเดินทางไปพบลูกค้า ซึ่งหลายคนคงอาจเคยเจอสถานการณ์อย่างนี้กันมาบ้างแล้ว บ้างก็งัดวิธีแก้ไขปัญหาต่างๆกันไป แปรงฟัน บ้วนปาก กลั้วคอ ตามแต่จะนึกออก หรือบางคนก็งดอาหารที่มีส่วนประกอบของกระเทียมไปเลย(ขอบอกไว้ก่อนนะว่า เลิกกินกระเทียมแล้วจะเสียใจ เพราะกระเทียมมีประโยชน์มากมาย)
ยังมีอีกวิธีหนึ่งสำหรับการแก้ปัญหากลิ่นปากที่เกิดจากการกินกระเทียม จากเชฟอาหารฝรั่ง เขาบอกว่า
ก่อนออกจากร้านอาหารหรือภัตตาคาร ให้ตรงไปที่บาร์น้ำ หรือกระซิบบอกน้องที่เดินโต๊ะ ให้ช่วยหา มะนาวฝานชิ้นเล็กๆ จิ้มเกลือเอามาเคี้ยวก่อนกลับไปทำงาน น้ำมันจากเปลือกมะนาวกับเกลือ จะช่วยขจัดกลิ่นกระเทียม ได้ชะงัดนัก หรืออีกทางเลือกหนึ่งก็คือ ลองสั่ง “เทอกีล่า” มาจิบ เพราะมะนาวกับเกลือที่ขอบแก้วก็ช่วยได้เหมือนกัน
หางานอย่างไร ถ้าคุณไม่รู้จักใครเลย?

หากไม่มีคนรู้จักที่จะช่วยให้คุณได้งานทำ ก็ต้องเน้นหางานในปริมาณมากๆและจะต้องขยันส่งเรซูเมให้มากๆนะจ๊ะ
1. ปริมาณเป็นสิ่งสำคัญ
ส่งเรซูเม่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ประเมินว่างานนั้นเป็นสิ่งที่คุณต้องการและคุณมีคุณสมบัติ60% ของที่นายจ้างระบุถ้ารอให้คุณสมบัติครบคุณอาจไม่มีโอกาสได้สมัครเลยด้วยซ้ำ(หรือมีคนอื่นที่คุณสมบัติเหมือนคุณตัดหน้าไปก่อน)
2. ทำให้ตัวคุณเอง”หายาก”
ในตลาดงานมีคนหลายพันที่มีทักษะแบบเดียวกับคุณและก็ต้องการงานเดียวกับคุณบางครั้งคุณจะต้องพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่คุณจะ”แตกต่าง” อาจจะหมายถึงเปลี่ยนภาคธุรกิจไปทำงานบริษัทเล็กลงหรือแม้แต่ทำงานที่ตลาดมีขนาดเล็กคุณอาจจะเป็นปลาใหญ่ในบ่อน้อยก็ได้นะ
3. ขอความช่วยเหลือจากมืออาชีพ
หาใครสักคนที่ทำงานกับคนในสาขางานของคุณมาเยอะเขารู้ว่าคุณควรหรือไม่ควรใส่อะไรในเรซูเม่คุณเองก็ต้องทำใจหากจะต้องตัดข้อความบางส่วนออกเพราะเรซูเม่อย่างมากสุดควรจะหนาเพียง2 หน้าเท่านั้น
จุดสำคัญ : คอนเน็กชั่นสำคัญมั้ย? สำคัญ… ใช้ได้ผลมั้ย? ใช้ได้… แต่ถามว่าคุณจะสามารถได้งานโดยไม่มีคอนเน็คชั่นเลยจะเป็นไปได้หรือไม่? ได้แน่นอนอย่าท้อก่อนนะคะ!
ทำอย่างไรดี..คนนินทาว่าเราทำดีเอาหน้า

คุณเคยอยู่ในบทบาทของผู้ให้บ้างหรือไม่คะ
ถ้าเคย…ก็ลองถามใจตัวเองดูสักทีว่า เหตุแห่งการให้นั้นมาจากอะไร
บางทีเพราะผู้รับนั้นเป็นที่พึงพอใจของเรา…เราจึงให้
บางทีเพราะเรามีพอ…เราจึงให้
บางทีเพราะเราหวังผลตอบแทนจากคนที่ได้รับจากเรา…เราจึงให้
บางทีเพราะเราคิดว่าให้แล้วคนจะชื่นชมเรา…เราจึงให้
จะเห็นได้ว่าการให้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุทีเดียว
แต่มีการให้อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือการให้เพราะคิดที่จะสละสิ่งที่เรามีด้วยจิตใจที่ดีงามของเรา
เรามีความสุขที่ได้ให้
ซึ่งการให้แบบนี้เป็นฐานอันอลังการของจิต เป็นการให้ที่จะทำให้ผู้ให้นั้นอ่อนโยนที่ได้ให้ และในขณะเดียวกัน ผู้รับก็มีความอ่อนโยนที่ได้รับ
การให้อย่างนี้สำคัญมาก
เราไม่ถือว่าขนาดของวัตถุที่ใหญ่โต ปริมาณของวัตถุที่มากมาย หรือราคาของวัตถุที่แพงลิบลิ่ว เป็นการบอกว่าการให้นั้นยิ่งใหญ่หรือไม่
แต่ถ้าจิตของผู้ให้และผู้รับนั้นอ่อนโยนดีงาม เพราะความเสียสละที่เกื้อกูลต่อกัน สิ่งนั้นล้วนเป็นความอลังการของจิต
ขอให้คุณเป็นผู้ให้ที่มีความอลังการของจิตเป็นฐานอย่างนี้ในทุกครั้งของการให้
จิตที่คิดจะให้นั้นเบา
จิตที่คิดจะเอานั้นหนัก
ถ้าคุณมีจิตที่เบาในขณะที่ให้ ก็ปฏิเสธไม่ได้…ถึงความสุขที่เกิดขึ้น
ให้แล้วคุณมีความสุข…การให้นั้นก็บรรลุผล
แล้วจะไปสนทำไม…กับคำค่อนแคะที่เกิดจากมิจฉาทิฏฐิของคนอื่น
เติมความสวยด้วยสายน้ำ

การอาบน้ำเป็นอะไรที่ทำให้เรารู้สึกสบายและผ่อนคลาย ฉะนั้น อย่าแค่อาบให้เสร็จๆ ไป คุณควรปรนเปรอความงามให้ตัวเองไปพร้อมๆ กันด้วยวิธีการของเรานี้
- เปลี่ยนอุณหภูมิ : หลังอาบน้ำอุ่นเสร็จแล้ว ก็เปิดน้ำเย็นรดตัวสัก 30 วินาที วิธีนี้จะช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานดีขึ้น และควรเน้นบริเวณคอ ใต้วงแขน และขา ซึ่งเป็นจุดที่ต้องการการกระตุ้นเป็นพิเศษ
- นวดหนังศีรษะ : คุณควรกระตุ้นหนังศีรษะในระหว่างอาบน้ำ ด้วยการทาน้ำมันหอมระเหยกลิ่นเปปเปอร์มินต์เย็นๆ ลงบนโคนผม แล้วใช้ปลายนิ้วกดลงไปหนักๆ จากนั้นก็เลื่อนไปนวดคลึงบริเวณติ่งหู วิธีนี้จะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้
- ขัดผิวด้วยมะนาว : บีบน้ำมะนาวสดลงในผ้าขนหนูเปียกๆ แล้วถูลงบนผิวกาย กรดในน้ำมะนาวจะช่วยขัดลอกผิวที่เสื่อมสภาพ ในขณะเดียวกันน้ำมันจากเปลือกมะนาวก็จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว
- พอกหน้าแบบล้ำลึก : ถ้าคุณชอบนอนแช่ในอ่างอาบน้ำละก็ ก่อนจะก้าวลงไปในอ่างอาบน้ำ ก็ควรทาครีมพอกหน้าหนาๆ และวางอ่างน้ำเย็นที่แช่ผ้าขนหนูเอาไว้ใกล้มือด้วย ความร้อนจะอ่างอาบน้ำจะช่วยให้สารบำรุงจากครีมพอกหน้า แทรกซึมลงไปในผิวได้ดีขึ้น หลังจากพอกทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ก็ใช้ผ้าขนหนูเย็นๆ เช็ดออก
เตือน! บดยาเม็ดก่อนทาน อาจอันตรายถึงชีวิต

ผู้เชี่ยวชาญอังกฤษเตือนว่า การบดยาเม็ดเพื่อให้ทานง่ายขึ้น อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะไปทำลายสารเคลือบเม็ดยา ที่มีผลต่อการปล่อยยาในร่างกาย
ผู้เชี่ยวชาญที่ประกอบด้วยเภสัชกร และทนายความเผยว่า คนชราร้อยละ 60 มีปัญหาในการกลืนยา มีงานวิจัยพบว่า พยาบาลตามสถานพยาบาลถึงร้อยละ 80 ใช้วิธีบดเม็ดยาเพื่อช่วยให้คนชรากลืนยาง่ายขึ้น แต่ละปีมียาที่สั่งจ่ายโดยแพทย์และเกิดผลข้างเคียงทางลบประมาณ 75 ล้านชุด ยาที่ไม่ควรบดได้แก่ ทาม็อกซิเฟนที่ใช้รักษามะเร็งเต้านม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีมีครรภ์
ขณะที่มอร์ฟีนไม่ควรบดเพราะอาจทำให้ยาถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเร็วถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต ส่วนไนเฟดิพีนที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูงหากบดจะทำให้มึนงง ปวดศีรษะ เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ ยาเม็ดยังมีสารเคลือบพิเศษที่ช่วยให้ยาถูกดูดซึมในเวลาที่นานขึ้น ผู้ป่วยจึงทานยาเพียงวันละ 1 เม็ด ไม่ต้องทานวันละหลายครั้ง หากยาถูกบดก็จะถูกดูดซึมเร็วกว่าที่ต้องการ
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แพทย์และพยาบาลจะถูกดำเนินคดี และตั้งข้อหาประมาทเลินเล่อ หากแนะนำให้ผู้ป่วยบดเม็ดยาหรือแกะแคปซูลที่หุ้มยาไว้ พร้อมแนะนำว่าแพทย์ควรสอบถามผู้ป่วยก่อนสั่งจ่ายยาว่า มีปัญหาในการทานยาเม็ดหรือไม่ เพื่อสั่งจ่ายยาในรูปแบบอื่นแทน เช่น ยาน้ำ แผ่นแปะ หรือยาที่ใช้สูดดม
เตือนโรคร้าย ที่มากับรองเท้าส้นสูง

รองเท้าส้นสูง รองเท้าส้นเข็ม หรือแม้กระทั่งรองเท้าส้นตึก ล้วนเป็นอัญมณีประดับเรียวขาที่ผู้หญิงทั่วโลก หลงใหลและจะต้องมีเก็บไว้เป็นคอลเลคชั่น เพราะนอกจากมันจะทำให้ผู้ที่สวมใส่ แลดูผอมบางและมีเรียวขาที่เรียวมากขึ้นแล้ว รองเท้าส้นสูงยังแสดงออกถึงความหรูหรามีระดับอีกด้วย
แต่หญิงสาวชาวอังกฤษจำนวนไม่น้อย ได้ออกมาเปิดใจกับหนังสือพิมพ์เดลีเมล์ว่า พวกเธอได้ใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนกว่า 29 ล้านปอนด์ต่อปี ไปกับการรักษาโรคต่างๆ ที่เกิดจากการสวมใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ด
เพราะในทุกๆ ปี พวกเธอต้องประสบกับปัญหาที่เกิดจากการสวมใส่รองเท้าส้นสูง ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดขา ปวดหลัง ขาโก่งงอผิดรูป หลังงอ เป็นตาปลา หรือตาตุ่มด้านดำ อันเนื่องมาจากการเสียดสีของรองเท้าที่คับจนเกินไปก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงเหล่านี้ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายราคาแพงๆ ไปกับคอร์สบำรุงเท้า เดือนละเป็นหมื่นเลยก็มี เพราะทาง National Health Service หรือ NHS ได้ทำการสำรวจออกมาจนพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วคุณสาวๆ ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับเท้าคู่สวยสูงถึง 29 ล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งหมดไปกับการทำทรีตเมนต์บำรุงเท้า ราวๆ 10.4 ล้านปอนด์ และ 1 ใน 5 ของผู้ที่มาปรึกษาเรื่องเท้า ล้วนแต่มีปัญหาเรื่องตาปลาที่เกิดจากการใส่รองเท้าส้นสูงควบคู่ไปด้วย
10.5 ล้านปอนด์ หมดไปกับการรักษาโดยการผ่าตัดเรียวขาที่ยาวไม่เสมอกัน ให้กลับมาเท่ากันอีกครั้ง 3.3 ล้านปอนด์ ใช้จ่ายไปเพื่อการรักษาอาการนิ้วเท้าติดกัน หรือที่เรียกว่าตะคริวที่นิ้วเท้านั่นเอง อีก 2.9 ล้านปอนด์ ถูกใช้ไปในการตัดตกแต่งผิวหนังบริเวณตาตุ่มที่ด้านดำ อันเนื่องมาจากการเสียดสีของรองเท้าส้นสูง สำหรับ 2 ล้านปอนด์ ถูกใช้ไปสำหรับการผ่าตัดเส้นประสาทบริเวณเท้าที่ถูกกดทับ และที่เหลืออีกประมาณ 2 แสนปอนด์ ก็หมดไปกับการรักษาอาการเล็บคุด
ศัลยแพทย์จากเกาะอังกฤษต่างออกมายอมรับว่า ผู้ป่วยค่อนข้างให้ความสนใจอย่างมากกับนวัตกรรมรักษาเท้ารูปแบบใหม่ โดยการฉีดเนื้อเยื่อเข้าไปที่บริเวณตาตุ่ม เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายเท้ามากขึ้น เมื่อต้องใส่รองเท้าหนังส้นสูงหรือรองเท้าหุ้มข้อ
เอมมา ชัพเพิล ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลเท้า กล่าวว่า “แน่นอนว่ารองเท้าส้นสูงเป็นสิ่งของคู่กายสาวๆ ที่จะต้องมีติดไว้สักชิ้นหรือสองชิ้น แต่หากลองเลือกใส่รองเท้าส้นแบนที่ดูดีและมีสไตล์ ก็จะทำให้คุณสวยได้ไม่แพ้ใคร ยิ่งไปกว่านั้นมันยังดีต่อสุขภาพเท้าของคุณด้วย”
นอกจากนี้ยังได้มีการสำรวจประชาชนในเมืองแมนเชสเตอร์และลิเวอร์พูล พบว่าหญิงสาววัย 15 ปี จำนวน 1,000 คน บ่นว่าเธอมีอาการเจ็บปวด อันเนื่องมาจากการใส่รองเท้าส้นสูงแทบทั้งสิ้น และเกือบครึ่งหนึ่งของหญิงสาวชาวอังกฤษ ก็ออกมายอมรับแล้วว่า เธอต้องทนทุกข์ทรมานกับรองเท้าส้นสูงเป็นเวลา 5 วัน ในหนึ่งสัปดาห์ หรือบางคนอาจจะมากกว่านั้น
ผลสำรวจยังชี้อีกว่า 4 ใน 10 ของผู้หญิงที่ใส่รองเท้าส้นสูง เคยประสบอุบัติเหตุ อาทิเช่น ส้นรองเท้าพลิกมาแล้ว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมือและเท้า ต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า รองเท้าส้นสูงที่เหมาะสมและไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเท้า ควรเป็นรองเท้าที่มีความสูงไม่เกิน 1 นิ้วครึ่งจะดีที่สุด

